การประเมินความเสี่ยงด้านอัคคีภัย ต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้าง?
Fire Risk Assessment การประเมินความเสี่ยงด้านอัคคีภัย นั้นมีมาตรฐานสากลและแนวทางปฏิบัติหลากหลายที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรหรืออาคารสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทั่วโลก มาตรฐานเหล่านี้อาจครอบคลุมทั้งด้านการออกแบบอาคาร การติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย แนวทางประเมินความเสี่ยง รวมถึงมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยโดยรวม ตัวอย่างมาตรฐานและแนวทางสำคัญที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
1. มาตรฐานของ NFPA (National Fire Protection Association)
- NFPA 1: Fire Code
- เป็นโค้ดหลักที่กล่าวถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย การป้องกันและการตรวจจับเพลิงไหม้ ตลอดจนข้อกำหนดทั่วไปในอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ
- NFPA 101: Life Safety Code
- เน้นการปกป้องชีวิตบุคคลจากอัคคีภัยและสถานการณ์ฉุกเฉินอื่น ๆ โดยระบุหลักเกณฑ์ในการออกแบบก่อสร้าง ด้านทางหนีไฟ และระบบป้องกันอัคคีภัย
- NFPA 551: Guide for the Evaluation of Fire Risk Assessments
- มุ่งเน้นที่แนวทางในการประเมินความเสี่ยงจากอัคคีภัย (Fire Risk Assessment) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงด้านอัคคีภัย
- NFPA 550: Guide to the Fire Safety Concepts Tree
- เป็นแนวทางในการใช้ “Fire Safety Concepts Tree” เพื่อนำมาวิเคราะห์ปัจจัยและเงื่อนไขที่อาจทำให้เกิดอัคคีภัย หรือทำให้เกิดความสูญเสีย
(NFPA เป็นหน่วยงานที่มีมาตรฐานอีกจำนวนมาก เช่น NFPA 13 ระบบหัวกระจายน้ำ (Sprinkler Systems), NFPA 72 ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เป็นต้น)
2. มาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้อง
- ISO 31000: Risk Management – Guidelines
- แม้จะไม่เจาะจงเฉพาะเรื่องไฟ แต่มาตรฐานนี้ให้กรอบแนวคิดการบริหารความเสี่ยงที่องค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อประเมิน บรรเทา หรือควบคุมความเสี่ยงด้านอัคคีภัยในภาพรวม
- ISO 22301: Business Continuity Management Systems
- มาตรฐานนี้มุ่งเน้นการประกันความต่อเนื่องของธุรกิจ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินรวมถึงอัคคีภัย ซึ่งองค์กรต้องมีการเตรียมแผนบริหารเหตุฉุกเฉินและกู้คืนระบบต่าง ๆ
- ISO 45001: Occupational Health and Safety Management Systems
- กล่าวถึงระบบการบริหารสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากร ซึ่งรวมไปถึงประเด็นด้านการป้องกันและลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในพื้นที่ทำงาน
3. มาตรฐานและข้อกำหนดระดับสากลอื่น ๆ
- IFC (International Fire Code) โดย International Code Council (ICC)
- เป็นข้อกำหนดที่ใช้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงวิธีการออกแบบและก่อสร้างอาคารเพื่อป้องกันอัคคีภัย รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
- BS 9999: Code of practice for fire safety in the design, management and use of buildings (มาตรฐานอังกฤษ)
- ครอบคลุมการออกแบบอาคาร การจัดการความเสี่ยงด้านเพลิงไหม้ และการนำระบบป้องกันเพลิงไหม้มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
- EN 54: Fire Detection and Fire Alarm Systems (มาตรฐานยุโรป)
- เป็นมาตรฐานด้านระบบตรวจจับและแจ้งเตือนเพลิงไหม้ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในสหภาพยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัคคีภัย
- FM Global Data Sheets
- แม้จะไม่ใช่มาตรฐานในรูปแบบ ISO แต่เป็นแนวทางที่จัดทำโดย FM Global บริษัทประกันภัยและวิศวกรรมความเสี่ยง มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีป้องกันและลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในโรงงานหรือพื้นที่อุตสาหกรรม
การประเมินความเสี่ยงในงานด้านวิศวกรรม มีอะไรบ้าง ?
การประเมินความเสี่ยงในงานด้านวิศวกรรม (Engineering Risk Assessment) คือ กระบวนการวิเคราะห์ ตรวจสอบ และจัดลำดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในโครงการหรือกระบวนการทางวิศวกรรม เพื่อนำไปสู่การวางแผนป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติ มีหลายวิธีการและเครื่องมือที่นิยมใช้สำหรับการประเมินความเสี่ยง ดังนี้
1. การระบุความเสี่ยง (Risk Identification)
- เริ่มต้นด้วยการสำรวจแหล่งที่อาจก่อให้เกิดไฟ อาทิ
- แหล่งออกซิเจนหรืออากาศที่สามารถเร่งการลุกไหม้
- เชื้อเพลิง: วัสดุไวไฟ สารเคมี แก๊ส
- แหล่งกำเนิดความร้อน: เตาไฟ เครื่องเชื่อม ตู้ไฟฟ้า
2. การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis)
- วิเคราะห์ลักษณะของความเสี่ยงแต่ละประเภท ทั้ง “โอกาส (Likelihood)” ที่จะเกิด และ “ความรุนแรง (Severity)” ของผลกระทบหากเกิดขึ้นจริง
- ใช้เทคนิคในการวิเคราะห์ตามความเหมาะสม (เช่น FMEA, FTA, ETA, เป็นต้น)
- ผลลัพธ์โดยทั่วไปจะเป็นค่าความเสี่ยง (Risk Level) หรือระดับความสำคัญของความเสี่ยง (High, Medium, Low)
3. การประเมินและจัดลำดับความสำคัญ (Risk Evaluation/Prioritization)
- พิจารณาว่าความเสี่ยงใดอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (Acceptable) และความเสี่ยงใดอยู่ในระดับที่ต้องเร่งดำเนินมาตรการลดหรือควบคุม
- จัดลำดับความสำคัญเพื่อวางแผนรับมือก่อน-หลังตามผลกระทบและโอกาสเกิด
4. การตอบสนองความเสี่ยง (Risk Treatment/Response)
- พัฒนาแผนหรือมาตรการในการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยง เช่น แก้ไขแบบทางวิศวกรรม ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน อบรมบุคลากร ลงทุนในประกันภัย ฯลฯ
- เลือกแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกัน เช่น หลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Avoid), ลด/บรรเทา (Mitigate), โอนย้าย (Transfer), หรือยอมรับ (Accept)
5. การติดตามและทบทวน (Monitoring & Review)
- ติดตามการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง และประเมินประสิทธิผลของการควบคุมความเสี่ยง
- ทบทวนและปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารความเสี่ยงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี กฎหมาย สภาวะเศรษฐกิจ หรือบทเรียนใหม่ ๆ
เครื่องมือและเทคนิคที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยงอัคคีภัย ที่นิยมใช้กัน
เครื่องมือและเทคนิคที่นิยมใช้ในการประเมินความเสี่ยง
1. FMEA (Failure Mode and Effects Analysis)
- เน้นการวิเคราะห์ “โหมดความล้มเหลว” ว่าแต่ละโหมดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร มีผลกระทบอะไร และจะป้องกันหรือควบคุมได้อย่างไร
- นิยมใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และกระบวนการที่มีความซับซ้อน
2. FTA (Fault Tree Analysis)
- ใช้สร้างผังต้นไม้เพื่อวิเคราะห์สาเหตุรากเหง้า (Root Cause) ของความล้มเหลวหรือเหตุขัดข้องหลัก
- เหมาะกับการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่มีการเชื่อมโยงกันหลายปัจจัย เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุมทางอุตสาหกรรม
3. ETA (Event Tree Analysis)
- สร้างผังกิ่งไม้ (Tree) แสดงเส้นทางผลลัพธ์ (Outcomes) ที่เป็นไปได้เมื่อเกิดเหตุการณ์เริ่มต้น (Initiating Event)
- มักใช้ประเมินห่วงโซ่เหตุการณ์ (Event Sequences) และโอกาสที่จะเกิดผลลัพธ์เชิงลบหรือเชิงบวกในกระบวนการ
4. HAZOP (Hazard and Operability Study)
- วิเคราะห์อันตรายและความสามารถในการดำเนินการของระบบหรือกระบวนการทางวิศวกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเคมี น้ำมันและก๊าซ
- ใช้การประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Multidisciplinary Team) เพื่อศึกษาว่าแต่ละส่วนของกระบวนการอาจเกิด “เบี่ยงเบน” (Deviation) อะไรได้บ้าง และมีผลกระทบอย่างไร
5. Bow-Tie Analysis
- ผสานแนวคิดของ FTA และ ETA เข้าไว้ด้วยกัน แสดงให้เห็นสาเหตุ (Threats) ที่นำไปสู่เหตุการณ์หลัก (Top Event) และผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ พร้อมมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ
- นิยมใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน การบิน และการขนส่ง
6. SWOT Analysis (ประยุกต์ใช้ด้านความเสี่ยง)
- เน้นวิเคราะห์ “จุดแข็ง (Strengths)” “จุดอ่อน (Weaknesses)” “โอกาส (Opportunities)” และ “อุปสรรค (Threats)”
- แม้จะใช้เชิงกลยุทธ์เป็นหลัก แต่สามารถประยุกต์ด้านวิศวกรรมได้หากประเด็นทางเทคนิคเกี่ยวข้องกับโครงสร้างจุดแข็ง-จุดอ่อนขององค์กร
การอบรมพนักงานในแผนลดความเสี่ยงอัคคีภัย ในโรงงาน
การประเมินความเสี่ยงจะไม่มีประสิทธิภาพ หากพนักงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความรู้ความเข้าใจในการรับมือเมื่อเกิดเหตุ การฝึกอบรมจึงเป็น “เสาหลัก” ของการควบคุมความเสี่ยง โดยเฉพาะในรูปแบบต่อไปนี้:
อบรมดับเพลิงขั้นต้น (Basic Fire Fighting)
(ตามกฎหมาย)คลิกเพื่อดู**หลักสูตร ดับเพลิงขั้นต้น**
- รู้จักประเภทของเพลิงไหม้และวิธีดับ
- ใช้ถังดับเพลิงได้อย่างถูกต้อง
- ตัดสินใจได้ว่าควรดับหรืออพยพ
- ปฏิบัติตามขั้นตอนแจ้งเหตุและติดต่อหน่วยกู้ภัย
ฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ (Fire Drill)
(ตามกฎหมาย)คลิกเพื่อดู**หลักสูตร ฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ**
- สร้างความคุ้นเคยกับเส้นทางหนีไฟ
- ลดความตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุจริง
- ฝึกการประสานงานระหว่างแผนก
- ซักซ้อมบทบาทผู้ช่วยเหลือ เช่น Fire Warden
ผู้เฝ้าระวังไฟ (Fire Watch)
(ตามกฎหมาย)คลิกเพื่อดู**หลักสูตร ผู้เฝ้าระวังไฟ**
- ความปลอดภัยในงานเชื่อม ตัด เจียร
- หลักการประเมินความเสี่ยง และ จัดทำแผนการเฝ้าระวังไฟ
- รูปแบบเอกสาร Hot work / JSA
- ความปลอดภัยในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับประกายไฟ และ ความร้อน
- เทคนิค และ วิธีการป้องกันอัคคีภัยที่เกิดจากประกายไฟ และ แหล่งความร้อนอื่นๆ
- อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคล PPE , อุปกรณ์ป้องกันสะเก็ดไฟ แบบ ต่างๆ
- วิธีการใช้อุปกรณ์ป้องกัน และ อุปกรณ์ดับเพลิงอย่างถูกต้อง
- การดับเพลิงขั้นต้น
- การปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากอัคคีภัย และการแจ้งเหตุและการอพยพ
สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย

การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมสร้าง “Safety Culture” ที่ทำให้พนักงานตื่นตัวต่อความเสี่ยง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันไฟไหม้


