Fire Risk Assessment การประเมินความเสี่ยงด้านอัคคีภัย

ประเมินความเสี่ยงอัคคีภัย, Fire Risk Assessment Thailand, ตรวจความปลอดภัยอาคาร, กฎหมายดับเพลิง 2569, TFGC, ระบบป้องกันไฟลาม, จป.วิชาชีพ, ตรวจโครงสร้างกันไฟ

Fire Risk Assessment การประเมินความเสี่ยงด้านอัคคีภัย นั้นมีมาตรฐานสากลและแนวทางปฏิบัติหลากหลายที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรหรืออาคารสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทั่วโลก มาตรฐานเหล่านี้อาจครอบคลุมทั้งด้านการออกแบบอาคาร การติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย แนวทางประเมินความเสี่ยง รวมถึงมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยโดยรวม ตัวอย่างมาตรฐานและแนวทางสำคัญที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

1. มาตรฐานของ NFPA (National Fire Protection Association)

  • NFPA 1: Fire Code
    • เป็นโค้ดหลักที่กล่าวถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย การป้องกันและการตรวจจับเพลิงไหม้ ตลอดจนข้อกำหนดทั่วไปในอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ
  • NFPA 101: Life Safety Code
    • เน้นการปกป้องชีวิตบุคคลจากอัคคีภัยและสถานการณ์ฉุกเฉินอื่น ๆ โดยระบุหลักเกณฑ์ในการออกแบบก่อสร้าง ด้านทางหนีไฟ และระบบป้องกันอัคคีภัย
  • NFPA 551: Guide for the Evaluation of Fire Risk Assessments
    • มุ่งเน้นที่แนวทางในการประเมินความเสี่ยงจากอัคคีภัย (Fire Risk Assessment) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงด้านอัคคีภัย
  • NFPA 550: Guide to the Fire Safety Concepts Tree
    • เป็นแนวทางในการใช้ “Fire Safety Concepts Tree” เพื่อนำมาวิเคราะห์ปัจจัยและเงื่อนไขที่อาจทำให้เกิดอัคคีภัย หรือทำให้เกิดความสูญเสีย
(NFPA เป็นหน่วยงานที่มีมาตรฐานอีกจำนวนมาก เช่น NFPA 13 ระบบหัวกระจายน้ำ (Sprinkler Systems), NFPA 72 ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เป็นต้น)

2. มาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้อง

  • ISO 31000: Risk Management – Guidelines
    • แม้จะไม่เจาะจงเฉพาะเรื่องไฟ แต่มาตรฐานนี้ให้กรอบแนวคิดการบริหารความเสี่ยงที่องค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อประเมิน บรรเทา หรือควบคุมความเสี่ยงด้านอัคคีภัยในภาพรวม
  • ISO 22301: Business Continuity Management Systems
    • มาตรฐานนี้มุ่งเน้นการประกันความต่อเนื่องของธุรกิจ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินรวมถึงอัคคีภัย ซึ่งองค์กรต้องมีการเตรียมแผนบริหารเหตุฉุกเฉินและกู้คืนระบบต่าง ๆ
  • ISO 45001: Occupational Health and Safety Management Systems
    • กล่าวถึงระบบการบริหารสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากร ซึ่งรวมไปถึงประเด็นด้านการป้องกันและลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในพื้นที่ทำงาน

3. มาตรฐานและข้อกำหนดระดับสากลอื่น ๆ

  • IFC (International Fire Code) โดย International Code Council (ICC)
    • เป็นข้อกำหนดที่ใช้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงวิธีการออกแบบและก่อสร้างอาคารเพื่อป้องกันอัคคีภัย รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
  • BS 9999: Code of practice for fire safety in the design, management and use of buildings (มาตรฐานอังกฤษ)
    • ครอบคลุมการออกแบบอาคาร การจัดการความเสี่ยงด้านเพลิงไหม้ และการนำระบบป้องกันเพลิงไหม้มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
  • EN 54: Fire Detection and Fire Alarm Systems (มาตรฐานยุโรป)
    • เป็นมาตรฐานด้านระบบตรวจจับและแจ้งเตือนเพลิงไหม้ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในสหภาพยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัคคีภัย
  • FM Global Data Sheets
    • แม้จะไม่ใช่มาตรฐานในรูปแบบ ISO แต่เป็นแนวทางที่จัดทำโดย FM Global บริษัทประกันภัยและวิศวกรรมความเสี่ยง มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีป้องกันและลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในโรงงานหรือพื้นที่อุตสาหกรรม

การประเมินความเสี่ยงในงานด้านวิศวกรรม มีอะไรบ้าง ?

การประเมินความเสี่ยงในงานด้านวิศวกรรม (Engineering Risk Assessment) คือ กระบวนการวิเคราะห์ ตรวจสอบ และจัดลำดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในโครงการหรือกระบวนการทางวิศวกรรม เพื่อนำไปสู่การวางแผนป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติ มีหลายวิธีการและเครื่องมือที่นิยมใช้สำหรับการประเมินความเสี่ยง ดังนี้

  • เริ่มต้นด้วยการสำรวจแหล่งที่อาจก่อให้เกิดไฟ อาทิ
  • แหล่งออกซิเจนหรืออากาศที่สามารถเร่งการลุกไหม้
  • เชื้อเพลิง: วัสดุไวไฟ สารเคมี แก๊ส
  • แหล่งกำเนิดความร้อน: เตาไฟ เครื่องเชื่อม ตู้ไฟฟ้า
  • วิเคราะห์ลักษณะของความเสี่ยงแต่ละประเภท ทั้ง “โอกาส (Likelihood)” ที่จะเกิด และ “ความรุนแรง (Severity)” ของผลกระทบหากเกิดขึ้นจริง
  • ใช้เทคนิคในการวิเคราะห์ตามความเหมาะสม (เช่น FMEA, FTA, ETA, เป็นต้น)
  • ผลลัพธ์โดยทั่วไปจะเป็นค่าความเสี่ยง (Risk Level) หรือระดับความสำคัญของความเสี่ยง (High, Medium, Low)
  • พิจารณาว่าความเสี่ยงใดอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (Acceptable) และความเสี่ยงใดอยู่ในระดับที่ต้องเร่งดำเนินมาตรการลดหรือควบคุม
  • จัดลำดับความสำคัญเพื่อวางแผนรับมือก่อน-หลังตามผลกระทบและโอกาสเกิด
  • พัฒนาแผนหรือมาตรการในการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยง เช่น แก้ไขแบบทางวิศวกรรม ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน อบรมบุคลากร ลงทุนในประกันภัย ฯลฯ
  • เลือกแนวทางอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกัน เช่น หลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Avoid), ลด/บรรเทา (Mitigate), โอนย้าย (Transfer), หรือยอมรับ (Accept)
  • ติดตามการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง และประเมินประสิทธิผลของการควบคุมความเสี่ยง
  • ทบทวนและปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารความเสี่ยงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี กฎหมาย สภาวะเศรษฐกิจ หรือบทเรียนใหม่ ๆ
เครื่องมือและเทคนิคที่นิยมใช้ในการประเมินความเสี่ยง
  • เน้นการวิเคราะห์ “โหมดความล้มเหลว” ว่าแต่ละโหมดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร มีผลกระทบอะไร และจะป้องกันหรือควบคุมได้อย่างไร
  • นิยมใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และกระบวนการที่มีความซับซ้อน
  • ใช้สร้างผังต้นไม้เพื่อวิเคราะห์สาเหตุรากเหง้า (Root Cause) ของความล้มเหลวหรือเหตุขัดข้องหลัก
  • เหมาะกับการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่มีการเชื่อมโยงกันหลายปัจจัย เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุมทางอุตสาหกรรม
  • สร้างผังกิ่งไม้ (Tree) แสดงเส้นทางผลลัพธ์ (Outcomes) ที่เป็นไปได้เมื่อเกิดเหตุการณ์เริ่มต้น (Initiating Event)
  • มักใช้ประเมินห่วงโซ่เหตุการณ์ (Event Sequences) และโอกาสที่จะเกิดผลลัพธ์เชิงลบหรือเชิงบวกในกระบวนการ
  • วิเคราะห์อันตรายและความสามารถในการดำเนินการของระบบหรือกระบวนการทางวิศวกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเคมี น้ำมันและก๊าซ
  • ใช้การประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Multidisciplinary Team) เพื่อศึกษาว่าแต่ละส่วนของกระบวนการอาจเกิด “เบี่ยงเบน” (Deviation) อะไรได้บ้าง และมีผลกระทบอย่างไร
  • ผสานแนวคิดของ FTA และ ETA เข้าไว้ด้วยกัน แสดงให้เห็นสาเหตุ (Threats) ที่นำไปสู่เหตุการณ์หลัก (Top Event) และผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ พร้อมมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ
  • นิยมใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน การบิน และการขนส่ง
  • เน้นวิเคราะห์ “จุดแข็ง (Strengths)” “จุดอ่อน (Weaknesses)” “โอกาส (Opportunities)” และ “อุปสรรค (Threats)”
  • แม้จะใช้เชิงกลยุทธ์เป็นหลัก แต่สามารถประยุกต์ด้านวิศวกรรมได้หากประเด็นทางเทคนิคเกี่ยวข้องกับโครงสร้างจุดแข็ง-จุดอ่อนขององค์กร

การอบรมพนักงานในแผนลดความเสี่ยงอัคคีภัย ในโรงงาน

การประเมินความเสี่ยงจะไม่มีประสิทธิภาพ หากพนักงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความรู้ความเข้าใจในการรับมือเมื่อเกิดเหตุ การฝึกอบรมจึงเป็น “เสาหลัก” ของการควบคุมความเสี่ยง โดยเฉพาะในรูปแบบต่อไปนี้:

อบรมดับเพลิงขั้นต้น (Basic Fire Fighting)

(ตามกฎหมาย)คลิกเพื่อดู**หลักสูตร ดับเพลิงขั้นต้น**

  • รู้จักประเภทของเพลิงไหม้และวิธีดับ
  • ใช้ถังดับเพลิงได้อย่างถูกต้อง
  • ตัดสินใจได้ว่าควรดับหรืออพยพ
  • ปฏิบัติตามขั้นตอนแจ้งเหตุและติดต่อหน่วยกู้ภัย

ฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ (Fire Drill)

(ตามกฎหมาย)คลิกเพื่อดู**หลักสูตร ฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ**

  • สร้างความคุ้นเคยกับเส้นทางหนีไฟ
  • ลดความตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุจริง
  • ฝึกการประสานงานระหว่างแผนก
  • ซักซ้อมบทบาทผู้ช่วยเหลือ เช่น Fire Warden

ผู้เฝ้าระวังไฟ (Fire Watch)

(ตามกฎหมาย)คลิกเพื่อดู**หลักสูตร ผู้เฝ้าระวังไฟ**

  • ความปลอดภัยในงานเชื่อม ตัด เจียร
  • หลักการประเมินความเสี่ยง และ จัดทำแผนการเฝ้าระวังไฟ 
  • รูปแบบเอกสาร Hot work / JSA
  • ความปลอดภัยในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับประกายไฟ และ ความร้อน 
  • เทคนิค และ วิธีการป้องกันอัคคีภัยที่เกิดจากประกายไฟ และ แหล่งความร้อนอื่นๆ 
  • อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคล PPE , อุปกรณ์ป้องกันสะเก็ดไฟ แบบ ต่างๆ
  • วิธีการใช้อุปกรณ์ป้องกัน และ อุปกรณ์ดับเพลิงอย่างถูกต้อง 
  • การดับเพลิงขั้นต้น
  • การปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากอัคคีภัย และการแจ้งเหตุและการอพยพ

สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย

TSV framework เครื่องมือที่เอาไว้ตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานต่างๆของ tfgc

การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมสร้าง “Safety Culture” ที่ทำให้พนักงานตื่นตัวต่อความเสี่ยง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแผนป้องกันไฟไหม้